7,000,000,000

PEOPLE CONSUMING WHAT NOW ?

WHAT'S WRONG WITH OUR FOOD SYSTEM ?

Every night 1 in 7 people go to bed hungry-that's almost 1 billion people worldwide.

Polluted river water

Kills as many people as a nuclear explosion.

THE RECYCLE CHRONICLES

Lack of knowledge hinders recycling efforts.

Everybody wants happiness

Nobody wants pain, but you can't have a rainbow with out a little rain.

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

น้ำมันกว่า 16 ล้านบาร์เรล หมดไปกับการเอามาใช้ทำขวดพลาสติก

Print Ad สยอง! ดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติก = ซดน้ำมัน!

Brita21
Brita เครื่องกรองน้ำสัญชาติเยอรมัน ช็อคคนให้หยุดดู Print Ad ชุดนี้ ด้วยภาพหนุ่มสาวที่มีคราบน้ำมันออกมาจากปาก แทนที่จะเป็นคราบน้ำสะอาดสุดสดชื่น พร้อมทิ้งท้ายใน Ad ว่า “ปีก่อน น้ำมันกว่า 16 ล้านบาร์เรล หมดไปกับการเอามาใช้ทำขวดพลาสติก” เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่า การดื่มน้ำที่บรรจุพลาสติกหรือที่เราเรียกกันว่าขวด PET (Polyethylene Terephthalate) ผลาญทรัพยากรน้ำมันอย่างมากในการผลิต หนำซ้ำยังปล่อยก๊าซพิษกับมลพิษที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
Brita ต้องการให้เราหยุดการดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกและหันมากรองน้ำดื่มเองโดยใช้ภาชนะที่สามารถนำกลับมาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า หรือจริงๆ แล้วคุณอาจจะแทบไม่ต้องใช้เครื่องกรองน้ำเลยก็ได้ หากคุณอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปหรืออเมริกาที่มีมาตรฐานน้ำประปาดื่มได้สูงอยู่แล้ว ซึ่งแคมเปญนี้พยายามชี้ให้เห็นว่าน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นสินค้าที่ไร้ประโยชน์ แม้ขวดพลาสติกจะสามารถนำมารีไซเคิลได้ แต่ก็เพียง 20% เท่านั้น ที่เหลือต้องใช้วิธีฝังกลบซึ่งต้องใช้เวลากว่า 700 ปีในการย่อยสลาย และยังต้องสูญเสียทรัพยากรและพลังงานในการรีไซเคิล เรียกได้ว่า ได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งแต่ละปี แค่เฉพาะแค่ในอเมริกามีขวดพลาสติก 38 พันล้านขวดต้องถูกนำไปฝังกลบ จำนวนพลาสติกเหล่านั้นต้องใช้น้ำมันกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลในการผลิต เพียงให้ได้ขวดน้ำดื่มครั้งเดียวแล้วทิ้ง !
จริงอยู่…มนุษย์ต้องดื่มน้ำ แต่จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติก เรามีทางเลือกอื่นที่ดีสำหรับตัวเราและสิ่งแวดล้อมหรือไม่…นี่คือเรื่องใกล้ตัวที่คุณเองก็ช่วยโลกได้

น้ำดื่มบรรจุขวดผลาญทั้งพลังงานและเงินในการขนส่ง จะดีกว่ามั้ย หากคุณกรองน้ำดื่มจากก๊อกน้ำที่บ้าน  สะอาด ปลอดภัย ไม่มีค่าขนส่ง ช่วยลดการใช้พลังงานด้วย
น้ำที่นอนนิ่งในขวดพลาสติกอาจมีสารเคมีเจือปน แล้วจะเสียเงินโดยใช่เหตุทำไม  ในเมื่อเรามีทางเลือกที่ดีกว่าเพื่อชีวิตและโลกของเรา

อ้างอิง : Brita


Credit/ที่มา: http://www.creativemove.com/advertising/brita-print-ad/#ixzz27nxWDM4V

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

Good Buy... คิดก่อนช้อป สังคมก็ดีขึ้นได้

โดย ธนภณ เศรษฐบุตร (@thanapons) 
จะดีแค่ไหนถ้าการช้อปปิ้งไม่เป็นเพียงแค่การซื้อของเพื่อตนเองอีกต่อไป จะดีแค่ไหนถ้าวันนี้การซื้อของของคุณสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ วันนี้สิ่งที่พูดมาทั้งหมดไม่เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีผู้ผลิตและผู้ค้ามากมายที่ต้องการก้าวข้ามการทำธุรกิจหรือการค้าขายแบบแบบเดิมๆ ไปสู่การค้าขายที่เป็นธรรมหรือที่เรียกกันว่า "แฟร์เทรด" (Fairtrade)
Fair Trade คือความพยายามในการส่งเสริมการค้าแบบยุติธรรม
โดยเน้นสินค้าและบริการจากประเทศโลกที่สามและโลกที่สองไปยังประเทศโลกที่หนึ่ง
แนวคิดของแฟร์เทรดไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่ในต่างประเทศ แถมสินค้าแฟร์เทรดหลายตัวก็มีคุณภาพที่เรียกได้ว่าทัดเทียมกับสินค้าทั่วไปในท้องตลาดเลยทีเดียว (ใครที่คิดว่าของที่ทำเพื่อสังคม จะมีดีไซน์ที่เชย คุณภาพขาดๆ เกินๆ ขอให้คิดใหม่) เพื่อให้เห็นภาพกันมากขึ้นผู้เขียนขอยกตัวอย่างหนึ่ง Pants to Povertyกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จากประเทศอังกฤษที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตฝ้ายในประเทศอินเดีย Pants to Poverty เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ร่วมกับผู้ปลูกฝ้ายและโรงงานที่ประเทศอินเดีย เพื่อผลิตกางเกงในแฟร์เทรดและส่งขายไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก นอกจากการซื้อขายกับผู้ผลิตและโรงงานอย่างเป็นธรรมแล้ว Pants to Poverty ยังเข้าไปร่วมส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการปลูกฝ้ายแบบอินทรีย์อีกด้วย
  
© pantstopoverty.com
กลับมาดูตัวอย่างของประเทศไทยกันบ้าง เคสของธุรกิจแฟร์เทรดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคงไม่พ้นดอยตุง ธุรกิจที่ช่วยให้ชุมชนหยุดการตัดไม้ทำลายป่าและหันมาสร้างอาชีพให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ โดยดอยตุงนอกจากเข้าไปช่วยชุมชนพัฒนาอาชีพแล้ว ยังรับซื้อสินค้าต่างๆ จากชุมชนในราคาที่เป็นธรรมอีกด้วย นอกเหนือจากดอยตุงแล้ว "ปลาจะเพียร" ก็เป็นอีกหนึ่งกิจการเพื่อสังคมแฟร์เทรดที่น่าสนใจ

© doitung.org
‘ปลาจะเพียร’ ถูกริเริ่มขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรต่างๆ อาทิ Thailand Creative Design Center (TCDC), นิตยสาร a day, Thai Graphic Designer Association (ThaiGa), สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม (สกส.), สถาบันChangeFusion และอีกหลากหลายองค์กร โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างตลาดสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างศักยภาพในการประกอบอาชีพให้กับชุมชนและองค์กรเพื่อสังคมอื่นๆ อย่างยั่งยืน
ชื่อปลาจะเพียร
มาจาก ‘ปลาตะเพียนสาน’ เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงงานฝีมือของชุมชนความเป็นไทย
และการสานยังแสดงถึงการสอดประสานร่วมมือร่วมใจรวมกับความ ‘เพียร’ พยายามในการว่ายทวนน้ำของปลา

www.facebook.com/plajapian
จากเคสทั้งหมดที่กล่าวมาคงเห็นแล้วว่า ปัจจุบันนี้มีธุรกิจต่างๆ มากมาย ที่ไม่ดำเนินธุรกิจโดยมีเพียงแค่กำไรเป็นตัวตั้ง หากแต่ยังคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรมกับคู่ค้า พวกเราเองในฐานะผู้บริโภคก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นได้ผ่านการสนับสนุนสินค้าและบริการของกิจการแฟร์เทรดต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าถ้าพลังผู้บริโภคนั้นมีมากพอที่จะแสดงให้ธุรกิจทั้งหลายเห็นว่ายุคของการทำธุรกิจที่เอาแต่ผลประกอบการเป็นที่ตั้งนั้นล้าสมัยไปเสียแล้ว และร่วมกันส่งเสริมธุรกิจที่ดีต่อสังคมเช่นธุรกิจแฟร์เทรด ไม่แน่ว่าในอนาคตการที่ธุรกิจทั้งหลายจะแปรเปลี่ยนตนเองเป็นธุรกิจแฟร์เทรดทั้งหมดอาจจะไม่เป็นเพียงแค่ความฝันก็เป็นได้

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ก้าวสู่โลก “เศรษฐกิจสีเขียว” ต้องทำความเข้าใจและไปให้ไกลกว่ากระแส

9 กรกฎาคม 2012
งานเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว" วิทยากรเริ่มที่สองจากซ้ายได้แก่นายพาโบล โซลอน ผู้อำนวยการบริหาร, นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักวิชาการอิสระ เจ้าของบล็อก, นางสาวสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายนณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจสิ่งแวดล้อม
งาน เสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว” วิทยากรเริ่มที่สองจากซ้ายได้แก่นายพาโบล โซลอน ผู้อำนวยการบริหาร, นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักวิชาการอิสระ เจ้าของบล็อก, นางสาวสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายนณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจสิ่งแวดล้อม
เศรษฐกิจสีเขียวในไทยไม่แตกต่างกับนิยามเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ผ่านมา เป็นเพียงนโยบายของรัฐที่เอื้อให้อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อม ได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ “เศรษฐกิจสีเขียว” สามารถทำได้หากรัฐบาลกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง คิดถึงประชาชนส่วนใหญ่มากกว่านายทุน
จากแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (www.gsei.or.th/pdf/24-8-54_rio+20.doc) ที่เป็นกระแสอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นสีเขียวจริงไหม และทำได้จริงหรือเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่
งานเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว: ทำความเข้าใจ ไปให้ไกลกว่ากระแส Green Economy: Let’s Go Beyond the Mainstream” ณ ศาลาปันมี บ้านอารีย์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายพาโบล โซลอน (Pablo Solón) ผู้อำนวยการบริหาร Focus on the Global South และ อดีตหัวหน้าคณะเจรจาเรื่องโลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว ประเทศโบลิเวีย, นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักวิชาการอิสระ เจ้าของบล็อก“คนชายขอบ” และอดีตนักการเงินการธนาคาร, นายนณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจสิ่งแวดล้อม จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Siamensis.org) และนางสาวสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ร่วมผลักดันแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทางเลือก และผู้ประกอบการธุรกิจรีสอร์ท
นายพาโบล โซลอน (Pablo Solón) ผู้อำนวยการบริหาร Focus on the Global South และ อดีตหัวหน้าคณะเจรจาเรื่องโลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว ประเทศโบลิเวีย กล่าวว่า เศรษฐกิจสีเขียวคือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงธรรมชาติ อยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างความต้องการของมนุษย์กับทรัพยากรที่มีอยู่ จำกัด โดยการดึงธรรมชาติเข้ามาสู่ตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขัน
จากแนวคิดที่ว่าธรรมชาติต้องไม่ถูกละเลยนี้ นักวิชาการบางกลุ่มมีความคิดที่จะแก้ปัญหาโดยการติดป้ายราคาให้กับธรรมชาติ ตั้งแต่ติดป้ายต้นไม้ มายังการติดป้ายที่ระบบ และศักยภาพการทำงานของธรรมชาติที่สามารถทำได้ เพื่อให้คนเข้าไปดูแลรักษา แต่ก็มีนักวิชาการบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย เพระไม่เชื่อว่าการติดป้ายราคานั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะสุดท้าย การติดป้ายก็คือการทำธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าให้คนมาเก็งกำไร แล้วก็สามารถออกใบอนุญาตให้คนก่อมลพิษต่อไปได้ เช่น คาร์บอนเครดิต หากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง ว่าแต่ละประเทศสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไหร่ ปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น คุณค่าหรือประโยชน์ที่แท้จริงของราคาต้องสะท้อนความเป็นจริง
หันกลับมามอง “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่ประเทศไทย นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักวิชาการอิสระ เจ้าของบล็อก “คนชายขอบ” และอดีตนักการเงินการธนาคาร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยอมรับได้หรือยัง ว่าวิถีการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ไม่ยั่งยืน หากยอมรับได้แล้ว ก็ต้องพยายามหาจุดที่สมดุลหรือพื้นที่ตรงกลางระหว่าง “ตลาด” และ “พื้นที่สีเขียว” ให้ได้ ไม่ใช่พอยอมรับว่าไม่ยั่งยืน เลยแก้ปัญหาโดยการใช้ตลาดเป็นตัวนำ ดึงทุกอย่างเข้าสู่ตลาด
เรื่องปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนหรือชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ เคียง และเมื่อเกิดปัญหา การเยียวยาก็แทบจะไม่มี ชาวบ้านเองก็เป็นคนที่มีเสียงน้อย และก็ต้องทนกับมลพิษเหล่านั้นต่อไป เพราะไม่สามารถหลีกหนีไปไหนได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีควรจะให้ทุกฝ่ายได้ตัดสินใจร่วมกัน ทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ และภาครัฐ
ขณะที่นโยบายของรัฐบาลก็มีส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา รัฐบาลสนับสนุนพลังงานที่ไม่ยั่งยืนมาโดยตลอด ทำให้พลังงานหมุนเวียนนั้นมีราคาแพง
“เศรษฐกิจสีเขียวคือไม่เบียดเบียนกัน ที่ผ่านมา กว่าจะรู้ตัวว่าเบียดเบียนอาจสายเกินไป ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ “ข้อมูล” ที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังซึ่งกันและกัน สุดท้ายคือ “การเชื่อมโยง” ให้ข้อมูลและปัญหาไปถึงยังทุกๆ ฝ่าย กระจายจากเมืองไปสู่ชนบท และจากชนบทมาสู่เมือง ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญที่สื่อสารมวลชนต้องปฏิบัติให้สำเร็จ”
ในส่วนของผู้ประกอบการ นายนณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจสิ่งแวดล้อม จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่า ธุรกิจเกิดขึ้นจาก 3 ส่วน คือ ผู้ประกอบการ รัฐบาล และชาวบ้านหรือชุมชน ดังนั้น เพื่อขจัดปัญหาที่จะเกิดกับชุมชน ผู้ประกอบการต้องทำธุรกิจด้วยความจริงใจ มีจิตสำนึกคิดถึงส่วนรวม แน่นอนว่าธุรกิจต้องมุ่งเน้นกำไร แต่ก็ต้องดูสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบด้วย
เรื่องการกำจัดมลพิษก่อนปล่อยทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม แม้ว่าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีนั้นๆ มีราคาสูง อาจถึง 35% ของต้นทุน แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ผู้ประกอบการจะไม่ทำ เพราะแม้การลงทุนจะสูงเพียงใดก็ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ ส่วนเรื่องคาร์บอนเครดิตในไทยนั้น ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ใช่ของจริง
สำหรับพลังงานทางเลือก ในประเทศไทยก็มีน้อยกว่าและราคาแพง ดังนั้น คนจะเลือกใช้ก็ต่อเมื่อมันดีกว่าจริงๆ แต่เทคโนโลยีที่เรามีตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น รัฐบาลเองก็สนับสนุนแบบกล้าๆ กลัวๆ ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าหากเราใช้จะทำให้ค่า FT สูงขึ้น เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ค่าไฟจึงสูงขึ้นตาม แล้วประชาชนจะยอมจ่ายไหม
“หากรัฐบาลคำนวณถึงต้นทุนให้รอบด้านมากขึ้น ทั้งต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ต้นทุนทางสุขภาพของประชาชน ฯลฯ รวมเข้าไปในต้นทุนการผลิตด้วย ก็จะพบว่า แม้ราคาจริงที่ประชาชนต้องจ่ายจะสูงขึ้น แต่ก็ถูกกว่าการจ่ายตามราคาตามเดิมโดยทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพร่างกาย ค่อยๆ ถูกทำลายไป แต่ถ้ารวมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมไปแล้ว พลังงานทางเลือกอาจจะถูกกว่าก็ได้ เพราะต้นทุนทางอ้อมที่รัฐบาลไม่ได้คิดนั้นมันมีมูลค่ามหาศาล เพราะหมายถึงชีวิตของประชาชน และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะวัดได้ยากก็ตาม”
ในขณะที่นางสาวสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ร่วมผลักดันแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทางเลือก และผู้ประกอบการธุรกิจรีสอร์ท ตัวแทนจากภาคประชาชน มองว่า เศรษฐกิจสีเขียวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นยังไม่ใช่เศรษฐกิจสีเขียวอย่าง แท้จริง ฟังไปฟังมาก็เหมือนกับคำว่าคาร์บอนเครดิต หรือ CSR ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้เท่านั้น เพียงแค่เปลี่ยนชื่อให้ฟังดูดีขึ้น แต่นโยบายหรือพฤติกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจยังคงเหมือนเดิม โดยเฉพาะนโยบายของรัฐที่สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม แต่ขาดนโยบายในการควบคุมการปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ ทำให้เกิดมลพิษที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
เช่น ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รัฐบาลส่งเสริมให้การทำอุตสาหกรรมเหล็ก การถลุงเหล็ก ทั้งๆ ที่อุตสาหกรรมเหล็กของไทยไม่สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ ต้องใช้เงินอุดหนุนของรัฐตลอดเวลา หรือโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่วางไข่ของปลาทู และโครงการขยายถนนโดยทับพื้นที่ป่าชายเลน เป็นต้น
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อ “สีเขียว” เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ก็คือการต่อสู้กับรัฐบาลมากที่สุด ทั้งโครงการของรัฐโดยตรงและนโยบายต่างๆ ที่เอื้อให้นายทุนสามารถตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ แม้ว่าในความเป็นจริงจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่หากบอกว่าอยู่ในโครงการที่มีชื่อความหมายว่า “รักษาสิ่งแวดล้อม” ก็สามารถตั้งโรงงานได้ เช่น อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ คือการใช้พื้นที่เชิงนิเวศตั้งโรงงาน
“สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือ “ความเป็นธรรม” จากภาคธุรกิจและภาครัฐ ในการดำเนินกิจการหรือออกนโยบายที่คำนึงถึงผลกระทบที่พวกเขาจะต้องได้รับ ด้วย ไม่ใช่ตีค่าต้นทุนของพวกเขาเท่ากับศูนย์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มีอาชีพเกษตรกรหรือรับจ้างเป็นงานหลักอยู่แล้ว แต่กลับต้องมาต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเหนื่อยกว่างานประจำเสียอีก คาร์บอนเครดิตก็มีเพื่อให้โรงงานสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ สร้างโรงไฟฟ้าก็เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมพอใช้”
สิ่งที่ชาวบ้านต้องมีคือ “รู้เท่าทัน” ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และปัญหาที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจสีเขียวทำได้ไม่ยาก แต่ทุกฝ่ายต้องมองอย่างใจเป็นธรรม ในสังคมเศรษฐกิจ บทบาทของผู้บริโภคสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น ถ้าอยากให้สังคมเปลี่ยน ก็ต้องเริ่มเปลี่ยนตัวเองก่อน แต่การเปลี่ยนแปลงระดับปัจเจกบุคคลจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปยังระดับมหภาค ได้ หากรัฐบาลไม่ยอมเปลี่ยนแปลงด้วย
บทความจาก:http://thaipublica.org/2012/07/green-economy/

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โครงการพัฒนาดอยตุง มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต

โครงการพัฒนาดอยตุง มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต 


17 มีนาคม 2012
โครงการพัฒนาดอยตุง
โครงการพัฒนาดอยตุง
การลองถูกลองผิดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในโครงการพัฒนาดอยตุง เพราะนี่คือมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต ที่ผู้ให้และผู้รับต่างเป็นผู้เรียนและผู้ถ่ายทอดให้กันและกันไปพร้อมๆ กัน
จากเป้าหมายเพื่อปลูกป่าในใจคน ปลูกป่าปลูกคน ปลูกป่าไร้เพื่อน มาเป็นปลูกป่าแบบปลูกเสริม และปลูกป่าแบบไม่ปลูก นี่คือพัฒนาการของห้องทดลองที่มีชีวิต ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตคนควบคู่ไปกับการฟื้นฟูและดูแลสิ่งแวดล้อม ที่นี่จึงมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายทั้งที่ล้มเหลวและยั่งยืน
24 ปีของการพัฒนาดอยตุง เพื่อปลูกป่า ปลูกคน ได้ทุ่มเททั้งทรัพยากรคน เม็ดเงินจำนวนมากมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตแห่งนี้ เป็นมหาวิทยาลัยของคนเดินดินอย่างแท้จริงในปี 2560
ข่าวการถ่ายโอนโครงการพัฒนาดอยตุงไปสู่มือประชาชนที่อยู่ในโครงการพัฒนา ดอยตุง ยังไม่เป็นข่าวที่แพร่หลายนัก ส่วนจะถ่ายโอนให้ชุมชนในรูปแบบไหน อย่างไร ณ วันนี้ยังไม่มีคำตอบที่กระจ่างชัด แต่ทั้งหมดได้มีการเตรียมการไว้แล้ว
โครงการพัฒนาดอยตุง มีระยะดำเนินโครงการ 30 ปี ตั้งแต่ปี 2531-2560 ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเตรียมพร้อมที่จะถอนตัวออกจากพื้นที่ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนบทบาทและหน้าที่มาเป็นตัวเชื่อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน หลังจากที่โครงการดอยตุงลดบทบาทลง
“ผมวางโครงการไว้ 30 ปี คิดว่าถ้าเราจะเป็นตัวอย่างของโลกได้ เราต้องออกจากที่นี่อย่างสง่าผ่าเผย และคนที่นี่ต้องสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้โดยไม่มีเรา นั่นคือความยั่งยืน เป็นความคิดตั้งแต่วันแรกที่ทำ ไม่มีงานไหนไม่มีเลิกรา ตั้งเป้าไว้อย่างนี้” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิสกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวไว้ตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารการเงินธนาคาร
ขณะที่ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพัฒนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ไปดูงานโครงการพัฒนาดอยตุงเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ว่า “โครงการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้รับมอบหมายให้มาดำเนินการพัฒนาในพื้นที่นี้ 30 ปี และในปี 2560 กรอบนี้จะหมดไป ทางทีมงานเตรียมงานและพยายามทำให้เกิดการถ่ายโอนกิจกรรม บางอย่างเราต้องถ่ายโอน บางอย่างอาจจะเก็บไว้ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไปบริหารต่อ หรือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดูแลต่อไป”
“อะไรที่เป็นแบรนด์ดอยตุง มูลนิธิฯ จะให้ชุมชนในโครงการพัฒนาดอยตุงมาถือหุ้นในธุรกิจ เราถือว่า การพัฒนาที่ดี ผู้พัฒนาต้องตกงาน และการถ่ายโอนมีหลายรูปแบบ มันเป็นความท้าทาย ส่วนจะถ่ายโอนระดับไหน แค่ไหน แบบไหน เพื่อให้เขาดูแลตัวเขาต่อไป ทางมูลนิธิฯ ได้ศึกษาไว้หลายแบบ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป”
การถ่ายโอนต้องดูว่าจะถ่ายโอนให้แค่ไหน พนักงานที่อยู่กันมานาน 20-30 ปี จะทำอย่างไร ดังนั้น กลุ่มคนทั้งพนักงาน ชุมชนซึ่งเป็นเกษตรกร ต่างมีสิทธิเป็นเจ้าของแบรนด์ดอยตุง เมื่อถึงเวลานั้นผู้ถือหุ้นคือชุมชน แม้มีบางเรื่องที่ยังเป็นห่วง อาทิ เรื่องการตลาด อาจจะให้มูลนิธิฯ ดูแลไปก่อน
ม.ล.ดิศปนัดดาเล่าถึงความพร้อมไม่พร้อมของประชาชนในพื้นที่ว่า “บางส่วนพร้อม บางส่วนไม่พร้อม ต้องทำความเข้าใจ เพราะการถ่ายโอนมีปัจจัยเชื่อมโยงหลายตัวมาก ชาวบ้านต้องเข้าใจว่ากำลังทำอะไร และผมเชื่อว่าชาวบ้านเข้าใจดี เราเคยพูดกันว่าถ้าโครงการนี้ไม่อยู่แล้วชาวบ้านจะทำอะไรต่อ ป่าจะหมดไหม ชาวบ้านจะทำอาชีพอะไร เขามั่นใจการปกครองขององค์กรปกครองท้องถิ่นแค่ไหน ซึ่งเขาตอบได้เลยว่าเขาพร้อม เขาดูแลตัวเขาเองได้”
ตัวอย่างของการปกครองตนเองของชุมชนที่นี่ อย่าง อบต. เขาบริหารจัดการในสิ่งที่ชุมชนต้องการอย่างแท้จริง เพราะ อบต. ส่วนใหญ่เป็นนักพัฒนาของโครงการดอยตุงทั้งสิ้น เขาบริหารโดยเอา “คน” เป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของความเข้มแข็งของชุมชน
หรือการบริหารจัดการเรื่องไฟป่า ที่ปางมะหัน ที่ปูนะ เขามีกฎชัดเจนในการดูแลและจัดการ เขาใช้กฎชุมชนในการปกครองกันเอง ซึ่งมันสำคัญกว่ากฎหมายอีก เช่น พื้นที่ใดที่ปล่อยให้เกิดไฟไหม้ป่า จะถูกปรับ (ลงโทษ) อย่างไร พื้นที่ไหนที่มีการเสพยา ค้ายา จะถูกลงโทษอย่างไร อาทิ พื้นที่จะถูกยึดมาเป็นส่วนกลาง สามารถนำมาเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านได้ นี่เป็นตัวอย่างที่ผมเห็น
โครงการพัฒนาดอยตุง เป็นพื้นที่ทรงงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีพื้นที่ทั้งหมด 93,515 ไร่ ติดชายแดนพม่า มีหมู่บ้านในพื้นที่โครงการ 29 หมู่บ้าน เป็นชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย 6 เผ่า มีจำนวน 11,000 คน
สภาพดอยตุงเมื่อปี 2531 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นพื้นที่ทุรกันดาร เป็นป่าเสื่อมโทรม ไม่มีถนน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพด ซึ่งพอกินแค่ 6 เดือน และยังมีฝิ่น มีการค้าอาวุธสงคราม กองกำลังชนกลุ่มน้อย และการค้ามนุษย์
การพัฒนาเกิดขึ้นจากความเชื่อของสมเด็จย่า “ไม่มีใครเกิดมาเป็นคนไม่ดี แต่ที่เขาไม่ดีเพราะขาดโอกาสและทางเลือก”
โครงการพัฒนาดอยตุงจึงได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน
ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ  โครงการพัฒนาดอยตุง
ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ โครงการพัฒนาดอยตุง
กลุ่มแม่บ้านและชาวเขา ในโรงงานทอผ้า  โครงการพัฒนาดอยตุง
กลุ่มแม่บ้านและชาวเขา ในโรงงานทอผ้า โครงการพัฒนาดอยตุง
จากแนวคิดที่จะให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ “ป่าเศรษฐกิจ” จึงเป็นนวัตกรรมสร้างเสริมที่สำคัญ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านในพื้นที่รอยต่อป่าสงวนแห่งชาติ หรือแม้จะเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ชาวบ้านเข้าไปทำกินแล้วก็ตาม หากไม่ต้องการให้คนรุกป่า ทำลายป่า โดยที่เขาไม่มีที่ทำกิน แล้วเขาจะทำอะไรต่อไป ความคิดเรื่องป่าเศรษฐกิจจึงได้เกิดขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ให้ชาวบ้านและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้
โครงการปลูกกาแฟใต้ต้นแมคคาเดเมีย การปลูกชาน้ำมัน การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพันธุ์ไม้ โครงการทอผ้า ทอพรม โรงงานกระดาษสา โรงงานเซรามิก จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้
การทำกระดาษสาของชุมชนในโครงการพัฒนาดอยตุง
การทำกระดาษสาของชุมชนในโครงการพัฒนาดอยตุง
ผลิตภัณฑ์กระดาษสา
ผลิตภัณฑ์กระดาษสา
แต่ละโครงการมีการพัฒนาจนได้รูปแบบที่มีความยั่งยืน อาทิ กรณีการปลูกกาแฟ จากเดิมเป็นการจ้างชาวบ้านปลูกจ้างดูแลโดยบริษัท นวุติ ซึ่งเป็นบริษัทในโครงการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง แต่ผลผลิตไม่ได้ตามเป้าหมาย ได้ปรับเปลี่ยนวิธีใหม่ให้เกษตรกรเช่าต้นกาแฟที่เขาเคยปลูกเคยดูแลครอบครัว ละ 10 ไร่ เช่าต้นละ 1 บาท โดยชาวบ้านจ่าย 50 สตางค์ บริษัทนวุติจ่ายให้ 50 สตางค์ ผลผลิตที่ออกมาเป็นของของเกษตรกรผู้เช่า ปรากฏว่าผลผลิตได้เกินเป้าหมาย เมื่อให้เกษตรกรเขามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของไร่กาแฟ แม้จะในรูปแบบการเช่าก็ตาม
การสร้างงานและรายได้เป็นการส่งเสริมสิ่งที่ชาวบ้านถนัด ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการทำธุรกิจ เพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มในผลผลิตที่เขาทำ
นี่คือการลงทุนลงแรงโดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นโครงการพัฒนาทางเลือกในการ ดำรงชีวิตที่ยั่งยืน ในรายได้จากธุรกิจเพื่อสังคมจากโครงการพัฒนาดอยตุง สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในปี 2544

ผลผลิตแมคคาเดเมีย
ผลผลิตแมคคาเดเมีย
ผลิตภัณฑ์แมคคาเดเมีย
ผลิตภัณฑ์แมคคาเดเมีย
อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้จากโครงการพระราชดำริที่ได้ทรงงาน โครงการของพระองค์ท่านมีหลายมิติ พลังงานทางเลือก น้ำ ป่าไม้ เกษตร สิ่งแวดล้อม ดิน 6 มิตินี้ เป็นปัญหาของโลกในปัจจุบันที่ประสบอยู่ น้ำใกล้หมด น้ำปนเปื้อน ดินเสื่อมสภาพ ป่าเสื่อมโทรมลง และปัญหาโลกร้อน
ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวว่า “เราก็สกัดๆ องค์ความรู้ อาทิ อะไรเป็นปัจจัยรวมที่ทำให้เกิดขบวนการขับเคลื่อน นวัตกรรมในการพัฒนา มีกระบวนการขั้นตอนอะไรบ้างกว่าจะออกมาเป็นโครงการพัฒนาดอยตุง ทั้งที่ปางมะหัน ปูนะ หรือที่จังหวัดน่าน จังหวัดอุดรธานี หรือประเทศอัฟกานิสถาน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศพม่า มาประยุกต์ไว้เป็นตำรา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และจะได้นำแก้ปัญหาที่เราประสบในโลกปัจจุบันนี้ต่อไป”
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตแห่งนี้เปิดให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยให้ผู้เข้ามาอบรมเรียนรู้จากผู้ให้ความรู้ คือ ชาวบ้าน ชุมชน ปราชญ์ ผู้นำชุมชน ขณะเดียวกัน ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้ก็ได้เรียนรู้มุมมองความคิดจากผู้เข้ามาอบรม นั่นคือขบวนการเรียนรู้ที่ทั้งผู้รับและผู้ให้เรียนรู้ไปด้วยกัน ผู้รับก็จะกลายเป็นผู้ให้ ผู้ให้ก็จะกลายเป็นผู้รับ
การพัฒนาดอยตุงในทุกโครงการต่างมีการลองผิดลองถูกมาแล้วทั้งสิ้น อย่างการปลูกป่าสนในช่วงแรก ซึ่งเรียกว่าป่าไร้เพื่อน ต่อมาจึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นปลูกป่าปลูกเสริม คือการดูแลพื้นที่ป่าที่มีอยู่แล้ว และไปปลูกเสริมพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศของพื้นที่และที่เป็น ประโยชน์กับท้องถิ่น เสริมลงไปในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพื่อคืนความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศของธรรมชาติ
จากนั้นก็มาเป็นการปลูกป่าแบบไม่ปลูก คือการดูแลป่าที่มีอยู่แล้วไม่ให้ถูกทำลาย และไม่ทำลายระบบนิเวศของป่า ช่วยกันดูแลในเรื่องไฟป่า ไม่บุกรุกทำลาย เป็นต้น
ในประเด็นนี้ “ดร.กาญจนา นิตยะ” นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เคยเล่าให้สำนักข่าวไทยพับลิก้าว่า การปลูกป่า ปลูกอย่างไรก็ไม่สามารถปลูกทดแทนป่าที่มันเสียไป ดังนั้นควรทุ่มเทกำลังและงบประมาณบางส่วนไปดูแล ไม่ต้องรอให้ป่าเสื่อมโทรมแล้วค่อยปลูก เพราะเวลาป่าหายไป มันทดแทนกันไม่ได้ และทดแทนอย่างไรไม่เหมือนเดิม หรือจะเหมือนเดิมก็ใช้เวลานานมาก
เมื่อป่าถูกทำลาย เกิดการสูญเสียพื้นที่ สิ่งที่ตามมาคือชนิดพันธุ์ต้องเปลี่ยนแปลง บางอย่างหายไป บางอย่างเข้ามาใหม่ แต่สิ่งที่มาใหม่เทียบไม่ได้กับของที่มันหายไป จะต้องอาศัยลม และต้องอาศัยสัตว์อื่นในการช่วยพัดพาเมล็ดไม้ แต่อย่างน้อย ตรงพื้นที่นั้นจะต้องมีชนิดพันธุ์อยู่ก่อนแล้ว และต้องหามาเสริมด้วย
ดังนั้น เมื่อป่าถูกบุกรุกและถูกดึงตัวใดตัวหนึ่งของระบบนิเวศออกมา การสืบพันธุ์ การทดแทน จะถูกขัดจังหวะ ดังนั้น ถ้าสิ่งหนึ่งถูกทำลาย ระบบนิเวศบางอย่างก็จะขาดไป (อ่านเพิ่มเติม “ดร.กาญจนา นิตยะ” นักอนุรักษ์ในเครื่องแบบข้าราชการ ปกป้องผืนป่าด้วยสองมือ )
ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตแห่งนี้ ให้ผู้ที่เข้ามาอบรมต้องมีภาคปฏิบัติ ให้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ เช่น เดินสำรวจป่า เดินขึ้นเขาไปเจอชาวเขา ระหว่างทางเดินก็ปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับป่า ตรงนี้เป็นอย่างไร ต้นไม้เดิมในพื้นที่คืออะไร สัตว์เป็นอย่างไร กิจกรรมที่โครงการดอยตุงเข้ามาเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ดีขึ้นมีอะไรบ้าง กิจกรรมที่ให้คนและป่าอยู่ด้วยกันได้มีอะไรบ้าง
“เราไม่ต้องการให้ผู้เข้ามาอบรมดูงานได้เรียนรู้แค่สไลด์แห้งหรือ พาวเวอร์พอยท์ที่เราให้ดู แต่เรียนรู้จากการเดินจริงสัมผัสจริงด้วย ขบวนการนี้สำคัญ เพราะขบวนการเข้าใจ ถ้านั่งอยู่ในห้องเฉยๆ ไม่เข้าใจ ต้องออกไปดูจริง เพื่อได้เข้าใจรับรู้สภาพที่เป็นจริง รับรู้ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ของเขา ไม่ใช่เอาเขามาหาเรา”
ในตอนต่อไป จะเล่าถึงขบวนการเก็บสถิติข้อมูล ที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในโครงการพัฒนาดอยตุง พัฒนาจนมาเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน
...............................................................................................................................................................

30 มีนาคม 2012
สมาชิกโครงการพัฒนาดอยตุง
สมาชิกโครงการพัฒนาดอยตุง
ต้นชาน้ำมัน ปลูกในพื้นที่ปางมะหัน โครงการพัฒนาดอยตุง
ต้นชาน้ำมัน ปลูกในพื้นที่ปางมะหัน โครงการพัฒนาดอยตุง
ผลผลิตชาน้ำมัน
ผลผลิตชาน้ำมัน
ปี 2560 โครงการพัฒนาดอยตุงจะครบ 30 ปี แม้วันนั้นยังมาไม่ถึง แต่วันนี้โครงการพัฒนาดอยตุง ได้ “ลงจากดอยแล้ว” เพื่อก้าวเดินในเส้นทางการพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเอง หรือช่วยเขาเพื่อช่วยเราก็ตาม โดยยังคงยึดหลักการแก้ปัญหาปากท้องและการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
โครงการการพัฒนาดอยตุงตามพระราชดำริของสมเด็จย่า ตั้งกรอบการพัฒนาว่า 30 ปี ต้องการช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้ จะต้องถ่ายโอนกิจการในโครงการพัฒนาดอยตุงให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม จะเป็นรูปแบบไหน อย่างไร ได้ศึกษาเตรียมไว้พร้อมแล้ว
ดีเอ็นเอของโครงการพัฒนาดอยตุงคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้แสดงศักยภาพนั้นให้เห็นแล้วว่า การปลูกคน ปลูกป่า ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนได้ ท้ายที่สุดแล้วคนไม่ทำลายป่า และป่าก็จะไม่ทำลายคน พร้อมวิถีชีวิตที่เรียบง่าย วิถีแห่งความพอเพียง ในโลกของการคืนสู่สามัญที่ควรจะทำมานานแล้ว
วิถีที่ชุมชนดูแลกันเองด้วยกฎของชุมชนที่เข้มแข็ง วันนี้เขายืนหยัดได้ด้วยตัวของเขาเองแล้ว แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นับเป็นการเดินทางหลายลี้ที่ทุรกันดารและทรหด กว่าจะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมกลุ่มเป็นพลังชุมชนที่เข้มแข็งดังที่ปรากฏในวันนี้ได้
ดังนั้นคำถามที่ว่า “ชุมชน” โครงการพัฒนาดอยตุงอยู่ในภาวะ “ช่วยเขา แล้วเขาแข็งแรงหรือยัง” ซึ่งมีตัวชีวัดที่ชัดเจน
จากฐานข้อมูลของดอยตุง ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนจุดแข็งของโครงการดอยตุง และบ่งชี้ถึงความสำเร็จได้เป็นอย่างดี คือ”ฐานข้อมูล” ที่จัดเก็บอย่างละเอียดในทุกๆ ด้าน สามารถหยิบมาใช้เพื่อการวิเคราะห์ได้ในทุกๆ เรื่อง ฐานข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้โครงการดอยตุงพัฒนาได้ อย่างต่อเนื่อง มีกรอบและเป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
นายสุภาพ ภิระบรรณ เจ้าหน้าที่ ส่วนพัฒนาสังคม โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
นายสุภาพ ภิระบรรณ เจ้าหน้าที่ ส่วนพัฒนาสังคม โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
นายสุภาพ ภิระบรรณ เจ้าหน้าที่ส่วนพัฒนาสังคม โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้เล่าถึงขบวนการเก็บข้อมูลสถิติต่างๆ ว่า ทุกๆ ปี ส่วนงานสำรวจข้อมูลประจำปีต้องทำการจัดเก็บอย่างสม่ำเสมอ โดยเก็บข้อมูลประชากรในโครงการพัฒนาดอยตุงทุกครัวเรือนแบบ 100% ซึ่งขบวนการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ ได้ดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำข้อมูลมาติดตามการพัฒนาโครงการ และใช้ในการวางแผนพัฒนาโครงการ
ข้อมูลที่จัดเก็บประกอบด้วย ข้อมูลประชากร รายได้ เศรษฐกิจ อาชีพ การศึกษา หนี้สิน เงินออม รายละเอียดการทำเกษตรของสมาชิกโครงการ เป็นต้น ส่วนข้อมูลเสริมในด้านสังคม อาทิ การทำกิจกรรมในหมู่บ้าน ประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม รวมทั้งการซักถามความเห็น ความพึงพอใจของโครงการของสมาชิกโครงการ ซึ่งการสำรวจจะทำกันในช่วงมีนาคม–พฤษภาคม เป็นช่วงที่ประชาชนที่ไปทำงานนอกพื้นที่เดินทางกลับมาบ้าน
ข้อมูลที่จัดเก็บได้เอามาประเมินผล วิเคราะห์ ว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน เช่น สมมติยังมีราษฎรในหมู่บ้านที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 30,000 บาทต่อคนต่อปี (ของกรมพัฒนาชุมชน กำหนดไว้ที่ 23,000 บาทต่อคนต่อปี) ดังนั้น ถ้ารายได้เขาต่ำกว่า 23,000 – 30,000 บาท เราจะเข้าไปดูแล ว่าจะไปส่งเสริมอาชีพอะไรเพิ่ม เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ หรือปลูกพืชอื่นเสริมไหม
โครงการพัฒนาดอยตุงนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อเป็นตัวชี้วัดในการวิเคราะห์ ว่า แผนงานที่เราส่งเสริมไปทำได้ตามเป้าหรือไม่ หรือเจอปัญหาอะไรบ้าง และจะแก้ปัญหาอย่างไร จะไปเสริมส่วนไหน ขณะเดียวกันก็นำมาวางแผนพัฒนาโครงการต่อไป
นอกจากนี้ เรายังคืนข้อมูลให้หมู่บ้านไปใช้ในการเขียนโครงการ เพราะเขาให้ข้อมูลเรามา เราก็คืนข้อมูลให้เขาไป
ข้อมูลทั้งหมดทำเป็นลักษณะศูนย์ข้อมูลสังคม มีหน้าที่บริการดูแลข้อมูลให้หน่วยงานต่างๆ ข้อมูลที่ได้ไม่ว่าจะเป็นในส่วนเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส สาธารณสุข การใช้น้ำ ส้วม ถ้ามีปัญหาเรื่องอะไรเราก็สามารถแชร์ข้อมูลกับสาธารณสุขได้ด้วย หรือการแชร์ข้อมูลกับกรมพัฒนาชุมชน อำเภอ เกษตรอำเภอ เช่น หากเขาต้องการข้อมูลไปเปรียบเทียบว่า หมู่บ้านนี้มีกี่บ้านที่ทำการเกษตร เราก็มีข้อมูลให้ มาแลกเปลี่ยนทำการส่งเสริมเรื่องพืชเรื่องอะไรร่วมกัน เป็นต้น
“ข้อมูลที่เราจัดเก็บ เราประสานกับหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ ไม่ว่าอำเภอ อบต. มาแชร์ข้อมูลกัน เพื่อนำไปใช้วางแผนและพัฒนาในพื้นที่”

อาสาสมัครลงพื้นที่สำรวจข้อมูลจากหมู่บ้าน โดยใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมช่วยเก็บข้อมูล
อาสาสมัครลงพื้นที่สำรวจข้อมูลจากหมู่บ้าน โดยใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมช่วยเก็บข้อมูล
เจ้าหน้าที่เคยลงพื้นที่เก็บข้อมูลเล่าว่าวิธีการเก็บข้อมูล ในช่วงแรกๆ ใช้เจ้าหน้าที่โครงการ แต่ช่วงหลังๆ ใช้อาสาสมัครในหมู่บ้าน เพราะเป็นการส่งเสริมให้เขาช่วยตัวเองด้วย และคนในหมู่บ้านจะรู้ข้อมูลพื้นฐานคนในหมู่บ้านดีที่สุด รวมทั้งการสื่อสารด้วยภาษาของเขา เพราะคนเฒ่าคนแก่พูดภาษาไทยไม่ได้ ต้องพูดภาษาชนเผ่า ผลจากการใช้อาสาสมัครทำให้การเก็บข้อมูลใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงมากสุด โดยก่อนจะเก็บ เราต้องซักซ้อมกับน้องๆ ที่มาเป็นอาสาสมัคร และเมื่อเก็บมาแล้ว มีเจ้าหน้าที่มาตรวจ หากผิดก็ให้กลับไปแก้อีก
“การใช้อาสาสมัครมีข้อดีคือ ลดปัญหาคนแปลกหน้า เดิมทีชาวบ้านไม่ไว้ใจคนข้างนอกเลย ประมาณว่าถ้าเจ้าหน้าที่เข้าหน้าบ้าน ชาวบ้านออกหลังบ้าน แรกๆ ไม่มีความไว้ใจเลย กลัวเจ้าหน้าที่ เคยมีชาวบ้านถามว่าสำรวจข้อมูลเอาไปทำอะไร เราต้องชี้แจงอธิบายเหตุผลเขาได้ ว่าเราจะนำข้อมูลมาให้เขา มาช่วยเหลือเขาอย่างไร เขาจึงจะยอมให้ข้อมูลเรา”
โครงการฯ เก็บข้อมูลทุกอย่างเพื่อเอาไปวัดผล เช่น ฐานะครอบครัว จากเดิมไม่มีอะไร เดี๋ยวนี้มีมอเตอร์ไซค์ มีรถยนต์ มีทีวี มีทุกอย่างแล้ว เราก็หวังว่าในอนาคต เมื่อโครงการพัฒนาดอยตุงหมดระยะลงในปี 2560 ชาวบ้านในหมู่บ้านต้องเก็บกันเอง เพื่อจะได้รู้ข้อมูล เพราะการถ่ายโอนการบริหารจัดการไปอยู่ที่ อบต. หรือท้องถิ่น ดังนั้นเขาต้องร่วมกันดูแลหมู่บ้าน
เจ้าหน้าที่ก็ต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย เพื่อให้รู้จริง
เจ้าหน้าที่ก็ต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย เพื่อให้รู้จริง

นอกจากนี้โครงการพัฒนาดอยตุงกับ อบต. ได้ฝึกอบรมเด็กๆ ในหมู่บ้านช่วงปิดเทอมให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยทาง อบต. โครงการดอยตุง โรงเรียน มาร่วมกันเพื่อพัฒนาให้กลุ่มเยาวชนเข้มแข็งขึ้น เพราะอย่างน้อยในช่วงปิดเทอมมาพบกัน มาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เรื่องการอนุรักษ์ป่า การเรียนรู้อะไรพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการดอยตุง ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่เน้นเรื่องพวกนี้ เนื่องจากขบวนการเหล่านี้เป็นการเน้นการสร้างคน เป็นการปลูกฝังเยาวชนรุ่นใหม่ด้วย
เพราะถ้ายึดตามแนวพระราชดำริของสมเด็จย่า คือ สร้างคน ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเอง ถ้าเราสามารถช่วยเขาให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนา
เจ้าหน้าที่เล่าต่อว่า “สมัยแรกๆเก็บละเอียดกว่านี้ ถ้วย ช้อน ตะเกียง เทียน เพราะผู้บริหารโครงการย้ำชัดว่า ก่อนที่จะทำอะไรต้องเก็บข้อมูลทั้งหมด หลังทำแล้วก็เอาข้อมูลมาเปรียบเทียบ แรกๆ มีปัญหาการเก็บข้อมูล อย่างที่บอกเจ้าหน้าที่เข้าหน้าบ้าน ชาวบ้านออกหลังบ้าน แต่ทุกวันนี้มีอะไรมานั่งคุยกันแล้ว เพราะเราบอกว่าต่อไปเขาต้องรับไปทำในอนาคต และต้องไปสานต่อลูกหลาน ศูนย์นี้ต้องยืนได้”
ปัจจุบัน ผู้นำชุมชนในโครงการพัฒนาดอยตุงคืออาสาที่มาช่วยในโครงการพัฒนาก่อนหน้านี้ และวันนี้มาเขาเป็นผู้นำชุมชนแล้ว เป็นผลจากที่โครงการพัฒนาดอยตุงได้สร้างคนมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยการที่เราคัดกลุ่มคนที่พอจะอ่านออกเขียนได้ก็ถือว่าดีแล้ว ไม่ว่าจะ ป. อะไร ป.3 ป.4 ป.5 เราคัดมาเพื่อเป็นตัวแทนหมู่บ้าน เพื่อที่จะมาพัฒนา เราเรียกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ว่า อาสาสมัครโครงการพัฒนาดอยตุง อาสา อบต. คือพัฒนาให้เขามีความรู้ มีโครงการอบรมอะไร เราส่งไปอบรมหมดทุกอัน ดังนั้นคนที่เรียนก็เรียนไป ส่วนคนที่ไม่เรียน อยู่บ้าน ก็มาช่วยกัน อาจจะมาเป็นกรรมการหมู่บ้าน ต้องมาช่วยกันคิด ขณะที่ส่วนพัฒนาสังคมของโครงการพัฒนาดอยตุงก็ไปเสริม ไปช่วย ไปเป็นที่ปรึกษา
วันนี้กลุ่มเหล่านี้เป็นผู้นำชุมชน เป็นพ่อหลวง เป็นนายก อบต. เป็นผู้ช่วย
ถือว่าได้สร้างคนแล้ว แล้ววันนี้เราอยากให้กลุ่มคนเหล่านี้สร้างคนต่ออีก โดยหวังว่าเมื่อถึงวันที่จะต้องถ่ายโอนโครงการกันจริงๆ ในปี 2560 สมาชิกโครงการพัฒนาดอยตุงมีความพร้อมอย่างแท้จริง
ดังนั้น เกือบ 30 ปีที่ที่นี่เป็น “ต้นแบบทางเลือก” เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าความสำเร็จของดอยตุงในวันนี้ได้มาเพราะการพัฒนาแบบโยน หินถามอะไรเยอะ ที่ดีก็มีเยอะ แต่ที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มี เพราะความมุ่งมั่นที่ต้องการเป็น “การพัฒนาทางเลือก”
ดังนั้นกระบวนการพัฒนา จึงไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง….
รายได้ต่อหัวเฉลี่ยโครงการพัฒนาดอยตุง

จิตวิญญาณ-วิถีคนดอย แค่กฎชุมชนก็เอาอยู่

โครงการบำบัดยาเสพติด เป็นอีกการพัฒนาที่เป็นแบบอย่าง การปลูกคน ปลูกชุมชนให้เข้มแข็ง ในแนวทางการช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเอง
เจ้าหน้าที่เล่าว่า โครงการบำบัดยาเสพติดเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2534 เริ่มจากการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่โครงการดอยตุงเข้าใจก่อนรอบแรก จากนั้นส่งเจ้าหน้าที่ออกไปรับสมัครว่ามีใครสนใจจะเข้าโครงการบำบัดไหม ก็มีคนสมัครเข้ามา
คนสมัครส่วนใหญ่อยากจะเลิก ติดอยู่ที่คนแก่ที่ดูดฝิ่นกลัวว่าเลิกเมื่อไหร่ตายเมื่อนั้น ทางโครงการก็จัดชุดเจ้าหน้าที่เข้าไปคุยกับคนในครอบครัว และให้คณะกรรมการหมู่บ้านเข้าไปคุยอีกว่า โครงการนี้จะช่วยให้เขามีชีวิตใหม่
ปรากฏว่ามีชาวบ้านเหลือไม่กี่คนที่ไม่ยอมเข้าโครงการ แต่บางคนหนีไปเลย วันสุดท้ายมีคนสมัครเข้าศูนย์บำบัด 469 คน
ศูนย์บำบัดผาหมีเปิดในเดือนกุมภาพันธ์ 2535 มีแพทย์ มีทหาร มีตำรวจตะวนชายแดน (ตชด.) ช่วยกันดูแล การถอนพิษยาเสพติดใช้เวลา 21 วัน ตามหลักการของแพทย์ หลังจากนั้นติดตามอีก 1,000 วัน หรือประมาณ 3 ปี โดยส่งชุดปฏิบัติการณ์หมู่บ้าน มีทหาร ตชด. ตำรวจ เจ้าหน้าที่ส่วนพัฒนาสังคมของโครงการดอยตุง เป็นชุดติดตามกลุ่มที่เข้าบำบัดในหมู่บ้าน
ขณะเดียวกันมีการกำหนดกฎระเบียบของแต่ละหมู่บ้านออกมารองรับกลุ่มที่ออก มาจากโครงการบำบัด โดยกฏระเบียบจะแตกต่างกัน บางหมู่บ้าน หากกลับออกมาแล้ว และถ้าหากกลับไปเสพอีก ครั้งที่หนึ่งก็ส่งกลับเข้าศูนย์อีกครั้ง ครั้งสองว่ากล่าวตักเตือนครอบครัวที่ไม่ดูแล ครั้งที่ 3-4 อาจจะต้องไล่ออกจากหมู่บ้านไป ทั้งนี้เป็นไปตามกฏที่หมู่บ้านกำหนด เพราะแต่ละหมู่บ้านมีข้อกำหนดอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้หมู่บ้านที่เขาได้ร่วมดำเนินการป้องกันยาเสพติด ให้ป้ายหมู่บ้านที่ปลอดยาเสพติด บ้านไหนที่ไม่ยุ่งเกี่ยว หรือยุ่งเกี่ยว แต่ทางหมู่บ้านสามารถบริหารจัดการได้ ก็ไม่ต้องไปแจ้งตำรวจ-ทหารให้มาจัดการ โดยคณะกรรมการหมู่บ้านสามารถเรียกคนเสพไปลงโทษ ว่าคุณผิดกฎระเบียบหมู่บ้าน
ชุดแรกที่มอบป้ายหมู่บ้านปลอดยาเสพติดไป 12 หมู่บ้าน ส่วนชุดที่สองอีก 5 ป้าย จะมอบให้หมู่บ้านต่อไป
เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “การได้รับป้ายแล้วไม่ใช่ว่าหมู่บ้านจะไม่มียาเสพติด เมื่อยังมีอยู่ ถ้ามีคนเสพและจับได้จะต้องรับโทษตามกฎระเบียบของหมู่บ้าน โดยเขาจัดการกันเอง และแจ้งมาทางเราว่าเขาจัดการกับลูกบ้านของเขากันเอง อันนี้เราถือว่าเขาเข้มแข็งแล้ว”
วันนี้ศูนย์บำบัดยาเสพติดที่บ้านผาหมีไม่มีแล้ว กลายเป็นศูนย์ฝึกอบรมการปลูกพืช ปลูกผัก เพราะเราสร้างความเข้มแข็งเรื่องยาเสพติดได้แล้ว ให้แต่ละหมู่บ้านจัดการกันเอง และผู้ที่เข้าบำบัด 469 คนในตอนนั้น ไม่มีการเสียชีวิตจากการเข้าโครงการบำบัด
“ปัจจุบันคนรุ่นเก่าไม่มีแล้ว แต่มีในคนรุ่นใหม่ คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้าน ช่วยดูแลอยู่ ซึ่งโครงการพัฒนาดอยตุงมี 29 หมู่บ้าน บางทีเวลาตรวจปัสสาวะ ถ้าเป็นคนเยาวชนหมู่บ้านไหน เมื่อไปรับการบำบัดแล้ว กลับมาที่หมู่บ้านจะติดตามต่อ ให้มาทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ในหมู่บ้านอีก”
นี่คือกฎของชุมชนที่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยไม่ต้องเอื้อมมือไปใช้กฎหมาย
นี่คือบทพิสูจน์วิถีคนดอย จิตวิญญาณคนพัฒนาแล้ว
บทความจาก  http://thaipublica.org/2012/03/doitung-university-of-life-2/

โอเพ่นดรีม : สร้างเทคโนโลยี สร้างฝัน สร้างความเปลี่ยนแปลง

โอเพ่นดรีม : สร้างเทคโนโลยี สร้างฝัน สร้างความเปลี่ยนแปลง

July 1, 2010

เรื่อง : อาศิรา พนาราม
opendream
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาคุณอาจเคยได้ยินคำว่า “ผู้ประกอบการสังคม (Social Entrepreneur)” หรือ “ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)” กันมาบ้าง ธุรกิจดังว่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ก็ถือเป็นธุรกิจโมเดลใหม่ที่โดยมากจะมุ่งแก้ไขปัญหาของคนยากไร้ในส่วน ต่างๆ ของโลก (แทนที่จะมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุด) จริงๆ แล้วโลกเรามีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานด้านนี้อยู่มากมาย องค์กรเหล่านั้นอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคของผู้ใจบุญ ซึ่งมีข้อจำกัดไม่น้อย เช่น เงินบริจาคมีความไม่แน่นอน หรือผู้บริจาคอาจเข้ามามีอิทธิพลในการทำงาน ฯลฯ ดังนั้น เพื่อฝ่าด่านอุปสรรคดังกล่าว ธุรกิจเพื่อสังคมจึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนความมุ่งหมายดีๆ ให้อยู่และเติบโตได้ด้วยตัวเอง
คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ขณะนี้โลกทุนนิยมสุดขั้วได้แสดงความล้มเหลวออกมาอย่างชัดเจนจนกระเทือนไปทั่วโลก การทำธุรกิจที่ “คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก” จึงก้าวเข้ามามีบทบาทและเป็นแนวโน้มใหม่ที่ทุกประเทศเริ่มให้ความสำคัญ รวมถึงประเทศไทยเราที่ก็มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (ผู้มีใจรักอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลง) เข้ามาลงสนามนี้ กันแล้วไม่น้อย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ “คู่หูวิศวกรคอมพิวเตอร์” ที่เลือกก้าวออกจากเส้นทางความสำเร็จในองค์กรใหญ่ เพื่อเดินตามฝันในเวทีของตนเอง
บริษัทโอเพ่นดรีม – น้องใหม่ในธุรกิจเพื่อสังคม
“โอเพ่นดรีม” (Opendream) คือ ผู้ให้บริการด้านการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ รวมไปถึงเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ให้แก่องค์กรอิสระที่ทำงานแก้ปัญหาสังคม ปัญหาชนบท และปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก “ธุรกิจเปิดฝัน” นี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของ 2 ผู้ก่อการ คือ หนึ่ง – พัชราภรณ์ ปันสุวรรณ และเก่ง – ปฏิพัทธ์ สุสำเภา ตามประสาคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากแสวงหาความหมายให้กับชีวิต มากกว่าการอยู่ภายใต้ระบบ(ทุนนิยม)เดิมๆ ทั้งสองได้มาพบกับผู้เป่าหู คือ สุนิตย์ เชรษฐา จาก Change Fusion ในงานสัมมนา “อินเทอเน็ตเพื่อการเปลี่ยนแปลง” และจากวันนั้นเป็นต้นมาชีวิตของพวกเขาก็ได้ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงจริงๆ โดยได้เริ่มใช้ความเก่งกาจด้านไอทีสนับสนุนงานขององค์กร NGO

ช่วงแรกนั้นพัชรา ภรณ์และปฏิพัทธ์ยังไม่รู้จักคำว่า “ผู้ประกอบการสังคม” เลยด้วยซ้ำ พวกเขาตั้งบริษัทโอเพ่นดรีมขึ้นมาเพื่อรับงานจากลูกค้าต่างประเทศ (เพื่อให้ได้เงินจำนวนมากๆ) แล้วนำเงินนั้นไปช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยคิดเพียงว่า “คนทำงานเพื่อสังคมก็ต้องไม่หาเงินกับสังคม” แต่ต่อมาความคิดและวิธีการทำงานของพวกเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อสุนิตย์แนะนำว่า “ผู้ประกอบการสังคมมีอยู่จริง และสังคมก็มีรายจ่ายอยู่แล้ว ทำไมจะจ่ายให้กับคนที่อยากทำอะไรให้ดีขึ้นไม่ได้ล่ะ” ตั้งแต่นั้นพวกเขาจึงเริ่มศึกษาวิธีการของผู้ประกอบการสังคมและหาโมเดลที่เหมาะสมกับธุรกิจไปเรื่อยๆ
opendream2
โมเดลธุรกิจ – สร้างสรรค์สิ่งดีบนลำแข้งของตัวเอง
ทุกวันนี้โอเพ่นดรีมไม่ได้ทำงานกับ ชุมชนโดยตรง แต่พวกเขาเลือกที่จะสร้างเทคโนโลยีการสื่อสารให้กับกลุ่ม NGO และองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ด้วยมองว่าความรู้ด้านไอทีนั้นจะเป็นเครื่องมือชั้นดีในการเผยแพร่ข้อมูลของ องค์กร (ซึ่งมักจะขาดแคลนเครื่องมือชั้นดีที่ว่า) องค์กรเหล่านี้เป็นศูนย์กลางการทำงานกับชนบทอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อโอเพ่นดรีมตั้งต้นช่วยที่ศูนย์กลาง ความช่วยเหลือก็จะกระจายต่อไปด้วยเทคโนโลยีที่ดี ที่ผ่านมาพวกเขาเลือกทำงานกับองค์กรใหญ่ เพราะมีศักยภาพทั้งด้านเงินทุนและด้านความช่วยเหลือต่อสังคม ในขณะเดียวกันก็รับงานเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ตลอดเวลาหนึ่งปีครึ่งของโอเพ่นดรีม พวกเขาค้นหาวิธีการดำเนินงานที่เหมาะกับตัวเองเรื่อยมา จนในที่สุดก็ได้โมเดลที่เป็นรูปร่างชัดเจน
“โอ เพ่นดรีมเราแบ่งวิธีหารายได้ออกเป็นสองส่วนครับ หนึ่งคือ “จากภาคสังคม” ด้วยการ “Optimize” กำไรให้ได้มากที่สุด และสอง “จากภาคธุรกิจต่างประเทศ” ด้วยการ “Maximize” กำไรให้ได้มากที่สุดเช่นกัน”
พวกเขากำหนดขอบเขตต่ำสุด-สูงสุดของ ผลกำไรเอาไว้ แต่อย่างน้อยต้องให้ได้กำไรมากกว่าต้นทุน ดังนั้นด้วยที่ต้นทุนเท่ากัน (ใช้คนเท่ากัน ซอฟแวร์ชุดเดียวกัน วิธีคิดเหมือนกัน ต่างกันที่เวลา) จึงสามารถเฉลี่ยกำไรของงานทั้ง 2 ภาคเข้าด้วยกันได้ และเมื่อได้กำไรมา พวกเขาจะแบ่งมันออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. ค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในสำนักงาน  2. ค่าใช้จ่ายในการขยายทีมงาน และ 3. ค่าใช้จ่ายเพื่องานสาธารณประโยชน์ เช่น สนับสนุนโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายไอที

การให้บริการเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
หลักการสำคัญของโอเพ่นดรีม ที่ว่ายั่งยืนนั้นเป็นอย่างไร พัชราภรณ์และปฏิพัทธ์เล่าให้ฟังว่า โดยทั่วไปการทำเว็บไซต์หรือให้บริการด้านไอทีนั้น เมื่อลูกค้าจ้างบริษัทมาทำงานก็ต้องจบงานกันตามสัญญา ซึ่งการจบงานนั้นมีหลายแบบ เช่น จบแล้วมีการพัฒนาเว็บต่อ (ต่อสัญญาทำงานช่วงที่สอง) หรือจบแล้วจบเลย (เว็บหายไปเมื่อโฮสติ้งหมดอายุ) แต่สำหรับที่โอเพ่นดรีมพวกเขาจะทำระบบที่ลูกค้าสามารถดูแลตัวเองได้ เช่น สามารถอัพเดทข้อมูลได้เอง หรือให้โปรแกรมเมอร์อื่นเข้ามาเขียนโค้ดต่อยอดได้ ซึ่งในจุดนี้ซอฟท์แวร์ที่เป็น Open source จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก

“โดยทั่วไปโปรแกรมเมอร์มักเขียน โปรแกรมขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างงานให้ได้ดั่งใจ (และโชว์ฝีมือเทพ) แต่ที่ โอเพ่นดรีม เราเลือกใช้ Open source เพื่อลดความยุ่งยากในการทำ เพราะเป็นซอฟท์แวร์มาตรฐาน รู้จักกันทั่วโลก ง่ายต่อการพัฒนาปรับปรุงภายหลัง และหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว Open source คือการใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลกำไรมากที่สุดด้วย”
opendream3
กำไรของธุรกิจเพื่อสังคมมีมากกว่าหนึ่ง
ที่ว่ามีมากกว่าหนึ่งนั้นหมายถึง กำไรไม่ได้มาในรูปของตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึง “อิมแพค” ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมด้วย ตัวอย่างผลงานที่เห็นได้ชัด คือ เว็บไซต์ของ “หมอชาวบ้าน” จากเว็บธรรมดาๆ ที่มีผู้เข้าชมเพียงหลักพันต่อเดือน ภายในสองสามเดือนเมื่อโอเพ่นดรีมเข้ามาทำเว็บให้ใหม่ จำนวนผู้เข้าชมของเว็บนี้พุ่งขึ้นเป็นสองสามแสน โดยครั้งนั้นลูกค้ามีโจทย์หลักคือ ต้องการนำเนื้อหาย้อนหลัง 30 ปีของหนังสือ “หมอชาวบ้าน” มาขึ้นบนเว็บเพื่อเป็นฐานข้อมูลสุขภาพให้คนได้สืบค้น ซึ่งทีมงานของโอเพ่นดรีมได้จัดทำระบบขึ้นมาใหม่ให้ลูกค้าสามารถกรอกข้อมูลลง ไปได้เอง รวมทั้งตั้งระบบสืบค้นจาก google ด้วย

อันที่จริงเนื้อหา ของหนังสือหมอชาวบ้านนั้นดีมากอยู่แล้ว เมื่อได้ระบบการสื่อสารที่ง่ายและดีมารอบรับ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาก แทนที่ความรู้ต่างๆ จะถูกเก็บอยู่ในคลังของสำนักพิมพ์ ก็มาอยู่ในช่องทางที่สาธารณชนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

“การวางระบบที่ดีทำให้เกิดกำไรได้อีกทอดหนึ่งนะ เทคโนโลยีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดให้แก่ทีมงานซึ่งเป็นคนรุ่น ใหม่ได้ เมื่อพวกเขาได้รับการปลูกฝังทั้งทางอุดมการณ์และทางทักษะ ในอนาคตเขาเหล่านี้ก็อาจออกไปประกอบธุรกิจเพื่อสังคมด้วยตนเอง สามารถช่วยขยายเครือข่ายและขยายความช่วยเหลือไปสู่สังคมในวงกว้าง”

วันข้างหน้าของโอเพ่นดรีม
พัชราภรณ์และปฏิพัทธ์พูดถึงองค์กรที่พวกเขาอยากจะเป็นในอนาคตว่า
“เราอยากเป็นแบบ ParqueSoft ซึ่งเป็นสวนนวัตกรรมในประเทศโคลัมเบีย โครงการนี้ก่อตั้งโดยออลันโด รินคอน โบนิลลา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการสังคมด้านไอทีเช่นกัน โมเดลของรินคอน คือ การขยายเน็ทเวิร์ค โดยสร้างคนยากจนที่สนใจด้านไอทีให้กลายเป็นพนักงานของ ParqueSoft และก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญ”

“ปัจจุบัน พนักงานเก่าของรินคอนประมาณ 400 คน บริหารบริษัทในเครือ 30 บริษัทซึ่งอยู่ในที่ผืนเดียวกัน ข้อดีคือค่าบริหารจัดการต่ำ และแต่ละหน่วยย่อยก็มีอิสระในการที่จะออกไปสร้างอิมแพคอะไรให้สังคมก็ได้ (โดยที่ตรงกลางไม่ต้องควบคุม) นี่เป็นโมเดลที่ทำให้ ParqueSoft เป็นที่กล่าวขวัญถึงในฐานะผู้ประกอบการสังคมตัวอย่าง”
ในขณะนี้การทำงาน ของโอเพ่นดรีม คือ การมุ่งสร้าง “คน” และสร้าง “เครือข่ายไอที” ที่สร้างสรรค์ให้ประเทศไทย แต่ต่อไปในอนาคต เมื่อประสบการณ์หล่อหลอมพวกเขาจนเข้าฝัก เราอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาคงจะเคลื่อนตัวไป “เปิดฝัน” ให้กับดินแดนที่ห่างไกลความเจริญและช่วยสร้างสังคมดีๆ ได้อีกมากโขทีเดียว
…นับถือ นับถือ


น่ารู้เพิ่มเติมกับ “โอเพ่นดรีม”
-    ดร.มีชัย วีระไวทยะ คือผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจในด้านโมเดลการทำงาน ในขณะที่เราเพิ่งเริ่มรู้จักกับคำนี้ ดร.มีชัยได้ทำธุรกิจเพื่อสังคมมากว่า 30 ปีแล้ว โดยมีปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่วิธีคิดนอกกรอบเพื่อการแก้ปัญหา และที่สำคัญ ดร.มีชัยได้มอบประโยคเด็ดให้เป็นแรงผลักดันว่า “หากคุณจะเป็นผู้ประกอบการสังคม คุณจะต้องหากินเองก่อน แล้วค่อยไปขอทาน ถ้าคุณไปขอก่อนคุณจะกลายเป็น NGO”
-  การสร้างเครือข่ายเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคม ทุกวันนี้โอเพ่นดรีมเป็นเจ้าภาพจัดงานให้นักพัฒนาด้านต่างๆ ได้มาเจอกัน (เช่น Barcamp, Readcamp เป็นต้น) โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่ประเด็นเรื่องการช่วยเหลือสังคมเข้าไปเลย แต่การเชื่อมโยงกันไว้ก่อนถือเป็นการสร้างสังคมไอทีให้พัฒนาต่อไป โดยหากในอนาคตมีคนที่สนใจเรื่องสังคม พวกเขาก็สามารถขยายเครือข่ายความช่วยเหลือออกไปได้ง่ายขึ้น
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง http://opendream.co.th/

ธุรกิจเพื่อสังคม SOUL≥SELL: FROM PASSION TO IMPACT ใช้ใจ…สานใจ สร้างกำไร…ให้สังคม

21 มีนาคม 2012
ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซี ผู้พัฒนายาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีราคาถูก ช่วยชีวิตผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลก
ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซี ผู้พัฒนายาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีราคาถูก ช่วยชีวิตผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลก
“ความรู้สึกห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์และอยากเห็นสังคมดีขึ้น ทำให้สามารถทำงานมาได้จนถึงทุกวันนี้ ทุกคนบนโลกนี้มีสิทธิที่จะเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ แต่ถ้ามันไม่ยุติธรรม เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด แม้บางครั้งการต่อสู้นั้นจะทำให้เราเดือดร้อนบ้างก็ตาม การทำงานและใช้ชีวิตในทวีปแอฟริกามันยากลำบาก เหมือนต้องเดินเข้าไปในป่าที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ความเชื่อ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ มันทำให้เราก้าวผ่านความยากลำบากไปได้ ตอนนี้สิ่งที่หวังก็คือ สักวันหนึ่ง มนุษยชาติจะมีหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่มีพรมแดน ไม่มีสีผิวเป็นตัวกั้นขวาง คนจะต้องรู้ว่า มีพี่น้องร่วมโลกจำนวนมากของเราที่กำลังจะตาย และหันกลับมาสนใจ มันไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่มันคือชีวิตของคน”
เป็นคำพูดของ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ก่อนลงจากเวทีในงานสัมนาด้านธุรกิจเพื่อสังคมในหัวข้อ “SOUL≥SELL: FROM PASSION TO IMPACT ใช้ใจ…สร้างกำไร…ให้สังคม” จัดโดยศูนย์วิสาหกิจแบบยั่งยืน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ หรือที่คนทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ “เภสัชกรยิปซี” เป็นเภสัชกรชาวไทยผู้คิดค้นสูตรยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี ทำให้ผู้ติดเชื้อในไทยและอีกหลายล้านคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงยาต้านเชื้อ ไวรัสได้ในราคาถูก แต่สิ่งที่ ดร.กฤษณาทำไม่ได้มีแค่นั้น
ระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ดร.กฤษณาใช้ชีวิตส่วนใหญ่เดินทางไปใน 16 ประเทศทั่วทวีปแอฟริกา เพื่อช่วยสร้างโรงงานและถ่ายทอดความรู้ สอนให้คนในทวีปแอฟริกาผลิตยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีและยารักษาโรคมาลาเรียได้ ด้วยตัวเอง สามารถช่วยชีวิตชาวแอฟริกันได้หลายล้านคนในแต่ละปี จนทำให้ ดร.กฤษณาได้รับรางวัลยกย่องมากมาย และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก
แต่สิ่งที่ ดร.กฤษณาได้ย้ำในเวทีเสวนาครั้งนี้คือ “ไม่มีความภาคภูมิใจใด ยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้ช่วยชีวิตคน”
นอกจาก ดร.กฤษณา ภายในงานยังเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำ นักคิด และผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยได้เปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้ร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถอดบทเรียน สู่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจจะสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ธุรกิจเพื่อสังคม แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปตรงที่ไม่ได้มีเป้าหมายที่กำไรสูงสุด แต่มีหมุดหมายที่จะแก้ไขทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น แม้โจทย์หลักของธุรกิจเพื่อสังคมจะเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางสังคมและสิ่ง แวดล้อมอย่างยั่งยืน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าวิถีในการดำเนินงานของธุรกิจเพื่อสังคมจะต้องเหมือนกับ องค์กรการกุศล หรือมูลนิธิที่มีรายได้หลักจากการรับบริจาคและขอทุนสนับสนุน
สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจเพื่อสังคมและองค์กรมูลนิธิก็คือ ความสามารถในการหารายได้ หรือสร้างผลกำไรให้สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพาหรือขอเงินจากใคร
ในงานนี้ได้บอกเราว่า ไม่ต้องรอให้รวย ไม่ต้องรอให้มีชื่อเสียง ไม่ต้องรอให้เป็นด็อกเตอร์หรือเป็นนักวิชาการ ก็สามารถลุกขึ้นมาทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นสถาปนิก เป็นครู เป็นผู้ใช้แรงงาน หรือแม้กระทั่งเป็นพระ
พระสุบิน ปณีโต ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
พระสุบิน ปณีโต ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
พระสุบิน ปณีโต เป็นพระสงฆ์ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเงินของชุมชนที่สนับสนุนให้เกิดการออมของชาวบ้านที่เป็น สมาชิก ให้สมาชิกในกลุ่มกู้เงินไปใช้ในยามเดือดร้อน และรายได้ที่เกิดขึ้นนำกลับไปปันผล และเป็นสวัสดิการในยามเจ็บป่วยแก่สมาชิก ปัจจุบันกลุ่มนี้มีสมาชิกกว่า 60,000 คน ทั่วประเทศ และมีเงินหมุนเวียน 1,000 ล้านบาท
เมื่อเห็นจำนวนสมาชิกและจำนวนเงินหมุนเวียนอาจดูยิ่งใหญ่ แต่ใครจะรู้ว่า กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ เมื่อ 21 ปีก่อน กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 200 คน และจากธรรมะของพระพุทธเจ้า และการให้คำมั่นสัญญาระหว่างกันว่าจะประหยัด เลิกอบายมุข และช่วยกันออมเงินคนละประมาณ 100 บาทต่อเดือน จนในที่สุด ทุกคนก็มีวันนี้
“การทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน หากสังคมมีปัญหา ชุมชนมีปัญหา วัดก็อยู่ไม่ได้ พระก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” พระสุบินเชื่อแบบนั้น
นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศใกล้เคียงกับไทยอย่างกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ก็มีธุรกิจเพื่อสังคมเช่นกัน
ในปี 2001 เจเรมี ฮอกเกนสไตน์ ที่ปรึกษาธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางท่องเที่ยวมาถึงนครวัด ประเทศกัมพูชา สิ่งที่เขาเห็นคือปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน แม้แต่เด็กที่มีการศึกษาก็ยังไม่มีงานทำ เขาจึงคิดได้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง หลังจากรวมหัวกับเพื่อน สิ่งที่เจเรมีคิดออกก็คือ การหยิบโมเดลเอาท์ซอร์ส (outsource) ทางด้านไอทีของอินเดียมาใช้
เจเรมีกับเพื่อนได้จัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคมชื่อ ดิจิทัล ดิไวน์ ดาต้า หรือ ดีดีดี (Digital Divide Data – DDD) ทำหน้าที่ให้บริการฐานข้อมูล คีย์ข้อมูลจากกระดาษให้กลายเป็นไฟล์ดิจิทัล และให้บริการด้านไอทีอื่นๆ โดยมีพนักงานมาจากเด็กและเยาวชนที่ได้รับการศึกษาและฝึกฝนด้านไอทีโดยดีดีดี เอง
ปัจจุบัน ดีดีดีได้สร้างงานให้กับพนักงานกว่า 900 คน ใน 3 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว และเคนย่า โดยดีดีดีได้ช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้หลุดจากวงจรของความยากจน พนักงานของดีดีดีในกัมพูชามีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของประเทศถึง 4 เท่า สามารถยกระดับชีวิตของพนักงานและครอบครัว ให้เข้าถึงการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ที่ผ่านมา ดีดีดีได้ให้บริการองค์กรธุรกิจชั้นนำของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสท์, หนังสือพิมพ์ฮาร์วาด คริมสัน ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, ธนาคารโลก, หนังสือพิมพ์นิวยอร์กเดลี่ และอื่นๆ อีกมากมาย
จิมมี่ แฟม ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของ KOTO International
จิมมี่ แฟม ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของ KOTO International
“การแก้ไขปัญหาของธุรกิจเพื่อสังคมนั้น ไม่ได้มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาอย่างฉาบฉวย หรือแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากเราเห็นคนอดอยาก สิ่งที่เราควรทำคือไม่ใช่เอาปลาไปให้เขา แต่เราต้องสอนเขาจับปลา” จิมมี่ แฟม ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของ KOTO International พูดบนเวที
KOTO International เป็นธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศเวียดนาม เกิดขึ้นหลังจากจิมมี่ได้พบกับเด็กข้างถนนในประเทศเวียดนาม สิ่งที่เด็กเหล่านั้นบอกกับเขาไม่ใช่ความต้องการเงินหรืออาหาร แต่เป็นความต้องการทักษะที่จะทำให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จนนำไปสู่การก่อตั้ง KOTO ซึ่งเป็นตัวย่อจากแนวคิดว่า Know One, Teach One หรือ “รู้แล้วสานต่อ”
ระบบของ KOTO คือ การนำเด็กยากจนข้างถนนมาฝึกอาชีพและอบรมเพื่อไปทำงานในภัตตาคาร จากรุ่นสู่รุ่น เด็กที่จบไปแล้วก็จะกลับมาสอนรุ่นน้องต่อไปเรื่อยๆ โดยมีร้านอาหารของ KOTO ในเมืองใหญ่ๆ เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ และเป็นห้องครัวเลี้ยงปากท้องให้เด็กและธุรกิจสามารถเติบโตไปได้อย่าง ยั่งยืน
แต่อย่างที่เกริ่นไปว่า ธุรกิจเพื่อสังคมไม่ได้มีแต่มิติทางด้านสังคมเท่านั้น ในด้านสิ่งแวดล้อม ก็ยังมีธุรกิจเพื่อสังคมจำนวนมาก ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เว็บไซต์ GIGABASE คือตัวอย่าง
เว็บไซต์ www.gigabase.org
เว็บไซต์ www.gigabase.org
GIGA ย่อมาจาก Green Ideas Green Action เป็นเว็บไซต์แรกที่มีการจัดลำดับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างและตกแต่ง ภายในตามการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศจีน จุดเริ่มต้นของ GIGA เกิดจาก ไรอัน ดิค สถาปนิกหนุ่ม ที่ต้องไปทำงานออกแบบโรงแรมสีเขียวหรือโรงแรมที่สร้างโดยคำนึงถึงสิ่งแวด ล้อมในประเทศจีน
หลังจากการก่อสร้างโรงแรมสีเขียวแห่งนี้เสร็จสิ้น ไรอันต้องแปลกใจเมื่อได้พบกับอีเมล์จำนวนมาก ที่ส่งมาถามเขาถึงวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งโรงแรมสีเขียวแห่งนี้ จนทำให้เขาตระหนักได้ว่า มีนักออกแบบที่ต้องการและห่วงใยสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ขาดก็คือ ข้อมูลในการออกแบบเกี่ยวกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ห่วงใยธรรมชาติ
สิ่งที่ไรอันทำคือ การกลับไปคุยกับเพื่อนที่คิดเหมือนกัน และร่วมกันสร้าง GIGA ขึ้น เพื่อเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศจีน ในเว็บไซต์ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าถึงข้อมูลได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และมีการจัดอันดับ รีวิวผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง นักออกแบบ สามารถเลือกวัสดุและผลิตภัณฑ์สีเขียวที่เหมาะสมกับการก่อสร้าง จนทำให้ GIGA ก้าวขึ้นเป็นแถวหน้าในการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบสีเขียวในที่สุด
ปัจจุบัน ตลาดการก่อสร้างสีเขียวของจีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากกลุ่มลูกค้าที่มีฐานจากสถาบันสอนการออกแบบในประเทศจีน ที่มีนักออกแบบจบเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละกว่า 590,000 คน ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ GIGA สามารถหารายได้จากการเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเรื่องการก่อสร้างที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลที่ออกมาคือ GIGA กำลังเติบโตขึ้น คู่ไปกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง จากผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมจำนวนมากบนเวที
ที่ผ่านมา เราคงเห็นแล้วว่า การดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ที่มุ่งหวังผลกำไรเป็นสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือการทำลายสิ่งแวดล้อม
ในงานนี้ ผู้ร่วมงานหลายคนจึงถูกตั้งคำถามจากบนเวทีว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะหันกลับมามองและให้ความสำคัญกับเพื่อนมนุษย์ ให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพื่อตัวเราในวันนี้ แต่เพื่ออนาคตของลูกหลาน ถ้อยคำต่างๆ บนเวทีได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจเพื่อสังคมไม่ใช่เรื่องยาก ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะพร้อม และมีใจเมื่อไหร่เท่านั้น
ข้อมูล: http://thaipublica.org/2012/03/social-enterprise-sou-sell-from-passion-to-impact-%E0%B9%83/

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More